วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทความที่ 3

ตุ๊กตาเฟอร์บี้ (Furby)



ประวัติ ตุ๊กตาเฟอร์บี้

ตุ๊กตาหุ่นยนต์ เฟอร์บี้ ต้นเหตุของข่าวครึกโครมไปทั่วสังคมออนไลน์ และแพร่กระจายไปทุกชุมชน ไม่ใช่ของเล่นใหม่อย่างที่หลายๆ คนคิดกันนะคะ แต่เป็นของเล่นที่เคยฮิตนานกว่าสิบปี  เคยเป็นสินค้าขายดี ที่ทำให้ตลาดของเล่นทั่วโลก ตื่นตะลึงด้วยยอดขายกว่า 40ล้านตัว ด้วยความแปลกใหม่ที่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้ และยังสามารถขยับตา ขยับปาก และยังสามารถเต้นได้อีกด้วย หากมาฮิตช่วงเพลงกังนัมสไตล์ กำลังโด่งดัง เห็นที่เจ้าเฟอร์บี้คงไม่แคล้วต้องเต้นกังนัมสไตล์โชว์อย่างแน่นอน
แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี เป็นธรรมดาครับ ที่ความนิยมย่อมเสื่อมถอยลง และมีของเล่นแปลกใหม่มาแทนที่ แต่สำหรับผู้ผลิตแล้ว ยอดขายที่เคยพุ่งสูงสุด ทำให้ไม่อาจนิ่งเฉย และปล่อยให้เฟอร์บี้ ตายไปพร้อมกับกาลเวลา โดยพยายามคิดค้น และพัฒนาตุ๊กตา เฟอร์บี้ ซึ่งเคยเป็นของเล่นไม่เฉพาะแต่เด็กเท่านั้นนะครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ชอบพามันไปเป็นเพื่อนคลายเหงาด้วยเหมือนกัน หลายๆ คนชอบเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ โดยหน้าตาเหมือนนกฮูกผสมกับหนูแฮมสเตอร์ สูงประมาณ 5 นิ้ว และมีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนสัตว์เลี้ยงจริงๆ  แต่ด้วยปัญหาของเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ในยุคแรกๆ คือภาษาที่ใช้พูดคุยสื่อสารระหว่างตุ๊กตากับเจ้าของนั้นไม่ค่อยจะรู้เรื่องกันเท่าไร เพราะเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ ดันมีภาษาของตัวเอง ชื่อว่าภาษาเฟอร์บิช (furbish) ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตหรือเปล่าที่ต้องการให้สินค้าของตัวเองมีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อให้มีผลต่อความรู้สึกต่อลูกค้า และง่ายต่อการทำการตลาด
แต่ผลที่ตามมาคือ ทำให้ผู้เล่นบางส่วนรู้สึกว่าภาษาเฉพาะของเจ้าเฟอร์บี้นี้ช่างเป็นอุปสรรคในการสื่อสารเหลือเกิน จะสั่งอะไรทีก็ต้องมานั่งศึกษาก่อนว่าจะต้องออกเสียงอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก จนเกิดความเบื่อหน่าย และลดความนิยมลงไปในที่สุด แต่บริษัท Hasbro ผู้ผลิตเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ก็ไม่ได้ย่อท้อ และไม่ยอมให้เจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้หายไปกับกาลเวลา เพราะถือได้ว่าเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้นี้เป็นผลงานชิ้นเอกระดับสุดยอดโปรไฟล์ของบริษัท หากปล่อยให้เสื่อมความนิยมไปเฉยๆ ก็จะเสียของเปล่าๆ จึงมีแผนการพัฒนาปรับปรุงเจ้าเฟอร์บี้ขึ้นมาใหม่ให้ทันสมัยและสามารถสื่อสารกับผู้เล่นได้มากขึ้น
จุดเด่นของเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ได้มีการเปลี่ยนจากดวงตาพลาสติกมาเป็นจอ LCD และเรืองแสงได้ แต่ยังคงมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้เหมือนรุ่นก่อน ส่วนขนาดลำตัวจะใหญ่กว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย และมีการติดตั้งจุดเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตุ๊กตาเฟอร์บี้รุ่นใหม่ยังสามารถรับรู้ และเคลื่อนไหวได้มากกว่ารุ่นเก่า โดยที่ลำตัวตัวของมันจะปกคลุมด้วยขนนุ่มๆ มีหู และเท้า เป็นพลาสติก มีจะงอยปากที่เปิดปิดได้พร้อมกับลิ้นไว้รับรู้การป้อนอาหาร
ส่วนปัญหาในเรื่องของภาษาในรุ่นแรกๆ มาในเวอร์ชั่นนี้ก็หมดกังวลกับเรื่องดังกล่าวไปได้เลย เพราะตุ๊กตาเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้จะมีแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดฟรีใน iOS ซึ่งมีทั้งระบบแปลภาษา, ระบบควบคุม และมีระบบสำหรับให้อาหารเฟอร์บี้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้แอพพลิเคชั่นใน iPhone หรือ iPad ผ่าน Furby app เพื่อสั่งงานเฟอร์บี้ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เฟอร์บี้รุ่นนี้ไม่มีสวิตช์สำหรับปิดเครื่องเหมือนเช่นเคยเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ ซึ่งถ้าเราปล่อยมันทิ้งไว้นาน ๆ เจ้าเฟอร์บี้ก็จะหลับไปเอง และเราก็สามารถปลุกมันได้ด้วยการลูบตัวตามปกติ เรียกได้ว่าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงได้สมจริงยิ่งขึ้น
ตุ๊กตาเฟอร์บี้เป็นของเล่นที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่รักสัตว์แต่ไม่สามารถเลี้ยงได้จริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็สามารถเลี้ยงเจ้าเฟอร์บี้ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ โดยที่ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นภาระ
การกลับมาของตุ๊กตาเฟอร์บี้ ถือเป็นการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของตุ๊กตาสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์ ซึ่งดูแล้วก็น่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่เพราะไม่ใช่แค่ตุ๊กตาธรรมดาแต่เป็นตุ๊กตาสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์ที่มีทั้งความน่ารัก สดใส และเทคโนโลยีที่ทันสมัยผสานออกมาเป็นหนึ่งเดียวนามว่า เฟอร์บี้ นั่นเอง





ภาษาเฟอร์บี้ ตุ๊กตาเฟอร์บี้ Furby


ภาษาเฟอร์บี้ สำหรับผู้เริ่มต้น ( Beginner Level )

บทที่ 1 ภาษาเฟอร์บี้ คำตอบสนองที่ควรรู้
  • doo? แปลว่า อะไร , ว่าอย่างไร ( เฟอร์บี้ใช้ขานเมื่อถูกเรียก )
  • doo – dah แปลว่าใช่ , โอเค , อือฮึ ( เฟอร์บี้ใช้ตอบสนองคำสั่งก่อนลงมือทำ )
  • boo แปลว่า  ไม่ ( เฟอร์บี้ใช้ตอบสนองกับคำสั่งที่ไม่อยากทำตาม )
  • yoo? แปลว่า  ทำไมไม่เล่นกับเขาหล่ะ (เฟอร์บี้พูดตอนรู้สึกเสียใจ)

บทที่ 2 ภาษาเฟอร์บี้ ประโยคในชีวิตประจำวันของเฟอร์บี้
  • wee – tah – kah – loo – loo แปลว่า เล่าเรื่องตลกให้ฟังหน่อย
  • wee – tah – kah – wee – loo แปลว่า คุยกันหน่อยสิ
  • wee – tee – kah – wah – tee แปลว่า ร้องเพลงให้ฟังหน่อย
  • u – nye – loo – lay – doo? แปลว่า ตัวเธอว์อยากจะเล่นกันฉันไหม
  • u – nye – ay – tay – doo? แปลว่า หิวมั้ยจ๊ะ
  • u – nye – boh – doo? แปลว่า ซำบายดีบ่
  • u – nye – way – loh – nee – way แปลว่า จะไปนอนแล้ว
  • u – nye – noh – lah แปลว่า เต้นให้ดูที
    ตุ๊กตาเฟอร์บี้ Furby นั่นถ้าจะให้สนุก ต้องเล่นคู่กับ Application คะ ซึ่งหาโหลดไปใน Iphone หรือ Android ในแอพฯนั้นจะมีทั้งการให้อาหาร , อัดคลิป และที่สำคัญยังสามารถ แปล ภาษาเฟอร์บี้ ได้อีกด้วย คราวนี้ไม่ว่ามันจะพูดอะไรมาเจ้าแอพฯ นี้ก็สามารถแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้เลย 
Application FURBY 



ทั้งนี้ เฟอร์บี้ถือเป็นของเล่นอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้เล่นในทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้เล่นที่ต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง แต่อาจจะไม่มีเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงจริง ๆ ก็สามารถเลี้ยงเจ้าเฟอร์บี้ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งของเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้ น่าจะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบของเล่นที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันทันสมัย เพราะสามารถเล่นควบคู่ไปกับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย สำหรับราคาขายในบ้านเรานั้นอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทไปจนถึง 4,000 บาท

แหล่งที่มา 
http://hilight.kapook.com/view/80791
http://teen.mthai.com/variety/55884.html
http://www.siam-vip.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87/%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4.html




บทความที่ 2

ไอโฟน


         ไอโฟน (อังกฤษ: iPhone) เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทแอปเปิล โดยการทำงานของไอโฟนสามารถใช้งานส่งอีเมล ใช้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งเอสเอ็มเอส ท่องอินเทอร์เน็ตผ่านทางซอฟต์แวร์ซาฟารี ค้นหาแผนที่ ฟังเพลง และความสามารถอื่น โดยมีอุปกรณ์หลักประกอบด้วย Wi-Fi (802.11b/g) บลูทูธ 2.0 และกล้องถ่ายภาพ 2.0-megapixel ไอโฟนรุ่นแรกมีลักษณะ 2.5G quad band GSM และ EDGE และรุ่นที่สองใช้ UMTS และHSDPA
แอปเปิลได้เปิดเผยไอโฟนรุ่นแรกโดย สตีฟ จอบส์ ในงานแม็คเวิลด์ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 และวางจำหน่ายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ไอโฟนได้ชื่อว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารไทม์ ประจำปี 2550 โดยมีรุ่นถัดมาคือ ไอโฟน 3G และ ไอโฟน 3GS และไอโฟน 4 ได้เปิดตัวในวันที่7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในปัจจุบันคือ iPhone 5 ซึ่งมีเป็นรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดในขณะนี้

  
การทำงานของไอโฟน
    การทำงานของโทรศัพท์ไอโฟนนี้จะแตกต่างจากโทรศัพท์มือถืออื่น โดยไอโฟนจะไม่มีปุ่มสำหรับกดหมายเลขโทรศัพท์ โดยการทำงานทั้งหมดจะทำงานผ่านหน้าจอโดยการสัมผัสมัลติทัชผ่านคำสั่งต่างๆ โดยมีระบบปฏิบัติการหลัก iOS และมีระบบเซ็นเซอร์ในการรับรู้สภาพของเครื่องเพื่อกำหนดการแสดงผลของจอภาพ เช่นหากวางเครื่องในแนวตั้งระบบก็จะปรับให้แสดงผลในแนวตั้ง หากวางในแนวนอนระบบก็จะแสดงผลในแนวนอน

    รุ่น
    - ไอโฟน 2จี (iPhone 2G)
    - ไอโฟน 3จี (iPhone 3G)
    - ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS)
    - ไอโฟน 4 (iPhone 4)
    - ไอโฟน 4เอส (iPhone 4S)
    - ไอโฟน 5 (iPhone 5)

การวางจำหน่าย
     ไอโฟนเริ่มมีวางจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยร่วมมือกับเครือข่ายเอทีแอนด์ทีไวร์เลสส์ (ในขณะนั้นในชื่อ ซิงกิวลาร์ไวร์เลสส์) โดยก่อนวันจำหน่ายร้านแอปเปิลได้ปิดร้านในช่วง 14 นาฬิกาเพื่อเตรียมตัวขายไอโฟนในเวลา 18 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ใช้รอคิวเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก โดยทางแอปเปิลขายไอโฟนได้ 270,000 เครื่อง ในช่วง 30 ชั่วโมงแรกที่เปิดจำหน่าย โดยในปัจจุบันไอโฟนรุ่นแรกมีวางจำหน่ายในหกประเทศได้แก่ ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย และสหรัฐอเมริกา
     โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ไอโฟนรุ่นใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อ ไอโฟน 3G จะมีการวางจำหน่ายใน 22 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 6 ประเทศที่มีวางจำหน่ายแล้ว และหลังจากนั้นจะมีวางจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกใน 48 ประเทศทั่วโลก รวมเป็นทั้งหมด 70 ประเทศ โดยในอาเชียนจะมีประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ที่มีการจำหน่ายไอโฟนอย่างเป็นทางการ โดยในสหรัฐอเมริกานั้น ผู้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่จำเป็นต้องจดสัญญากับเอทีแอนด์ทีเป็นระยะเวลาสองปี
      ประเทศไทยเริ่มมีการวางจำหน่ายไอโฟน 3G ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552 โดยทรูมูฟ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายเป็นรายแรกในประเทศไทย และมีงานเปิดตัวระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม พ.ศ. 2552 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน และดีแทคเป็นรายที่สองที่ได้สิทธิ์การจัดจำหน่าย โดยมีการเปิดตัวพร้อมจำหน่ายเครื่องวันแรก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553 ณ ลานพาร์กพารากอน สยามพารากอนและในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 0.00 น. ไอโฟน 4 ได้เปิดตัวในประเทศไทย โดยทรูมูฟ, ดีแทค และ AIS เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายในประเทศไทย




ไอโฟน 3จี (iPhone 3G)
ไอโฟน 3จี (iPhone 3G) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สองของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน รุ่นแรกถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ในงาน WWDDC 2008 ที่ Moscone Center ในเมืองSan Francisco มี 3G ที่คล้ายกันมากกับรุ่นก่อนที่มีเหมือนกันกล้อง 2 MP และการสนับสนุนสำหรับ บันทึกวิดีโอ ไม่มีและประสิทธิภาพการทำงานของมันถูก จำกัด โดยเดียวกันขนาด 128 เมกะไบต์ eDRAM หน่วยความจำแต่ 3G ที่โดดเด่นการปรับปรุงหลายต้นฉบับ ที่สนับสนุน GPS แบบช่วยเหลือ, ข้อมูล 3G และ Tri - band UMTS/HSDPA






ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS)
     ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สามของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 3G ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ในงาน WWDDC 2009 และขายครั้งแรกวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ในประเทศออสเตรเลียและญี่ปุ่นวางจำหน่ายในวันที่ 26 มิถุนายนและต่างประเทศในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ. 2552
ไอโฟน 3จีเอส ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการของ Apple Ios เป็นถูกนำมาใช้ใน iPad และ iPod touch จะมีการควบคุมเป็นหลักโดยปลายนิ้วของผู้ใช้ในจอแสดงผลแบบมัลติทัช ไอโฟน 3จีเอส จะนำหน้าด้วย iPhone 3G และประสบความสำเร็จโดย iPhone 4




ไอโฟน 4  (iPhone 4)
    ไอโฟน 4 (อังกฤษ: iPhone 4) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สี่ของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 3จีเอส ถูกออกแบบเฉพาะสำหรับการใช้งานด้านการโทรศัพท์โดยมีสัญญาณภาพ (ในชื่อ เฟซไทม์) การอ่านหนังสืออีบุค, การดูวิดิโอ, ฟังเพลง, เล่นเกม และอินเทอร์เน็ต ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ในงาน WWDDC 2010 และขายครั้งแรกวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ในอเมริกา,อังกฤษ และอีกในหลายประเทศ โดยในประเทศไทยนั้นมีการขายครั้งแรกอย่างเป็นทางการใน วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553 โดยสามบริษัทใหญ่เป็นผู้จำหน่ายคือ เอไอเอส ,ดีแทค และทรูมูฟ
     ไอโฟน 4 ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ในไอโฟนรุ่นก่อนหน้า รวมไปถึงไอแพดและไอพอดทัช 
     การทำงานหลักควบคุมโดยใช้ปลายนิ้วสัมผัสข้อแตกต่างระหว่างไอโฟน 4 และไอโฟนรุ่นก่อนหน้าได้แก่ การออกแบบโฉมใหม่ ที่มีการหุ้มขอบด้วยสเตนเลนสตีลไร้ฉนวนซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาอากาศของเครื่อง ตัวเครื่องจะอยู่กึ่งกลางระว่างกระจกอลูมิโนซิลิเกตชนิดพิเศษที่เพิ่มความแข็งแรงวางไว้สองด้านหน้าหลัง ภายในเครื่องมีซีพียู แอปเปิล A4 พร้อม ram 512 MB ของ eDRAM ซึ่งมีความเร็วเป็นสองเท่าของรุ่นก่อนหน้า และเร็วเป็นสี่เท่าของไอโฟนรุ่นแรกสุด หน้าจอขอไอโฟน 4 มีขนาด 89 มม. (3.5 นิ้ว) โดยใช้แอลอีดีแบล็กลิตขนาด แสดงผลด้วยความละเอียด 960×640 พิกเซลซึ่งชื่อการค้าว่าว่า เรตินาดิสเพลย์ (Retina Display)
     จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ Facetime การสนทนาพร้อมส่งภาพจากกล้องด้านหน้า หรือด้านหลัง ไปให้คู่สนทนาได้ชมแบบสดๆ หรือเรียกว่าวีดีโอคอลล์ เพียงแต่ Facetime ไม่ต้องอาศัยเครือข่าย 3G แต่อาศัย Wi-Fi แทน วิธีการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ทิ้งไว้ จากนั้นทำการโทรออกไปหาผู้รับตามปกติ (ผู้รับสายจะต้องใช้ iPhone 4 มีเชื่อมต่อ Wi-Fi เช่นกัน) ระหว่างรอรับสายให้กดปุ่ม Speaker เพื่อสนทนาผ่านลำโพง และ เมื่อมีผู้รับสายให้กดปุ่ม Facetime เพื่อเปิดใช้งานกล้อง โดยผู้ใช้ สามารถสลับการใช้งานได้ทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลัง
    ประโยชน์ของ Facetime นอกจากการสนทนาแบบเห็นหน้า นั่นคือการสื่อสารที่มากกว่าคำพูด เพราะผู้ใช้สามารถรับรูปถึงอารมณ์ของคู่สนทนามากกว่าฟังแต่เสียง อีกทั้งการแสดงภาพเคลื่อนไหวภาพยังทำได้ราบลื่น (ขึ้นอยู่กับความเร็วของสัญญาณ Wi-Fi ในเวลาใช้งาน) ที่สำคัญผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม (นอกจากค่าบริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi)
ถ้าให้เทียบกับการสนทนารูปแบบวีดีโอคอลล์ผ่านเครือข่าย 3G ต้องยอมรับว่า Facetime เหนือกว่า ทั้งเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ที่ครอบคลุมมากกว่า เครือข่าย 3G ค่าบริการที่ถูกกว่า และ ความเร็วในการแสดงผลระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดคือ iOS 5.0(เริ่ม 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554)





ไอโฟน 4เอส (iPhone 4S)
      ไอโฟน 4เอส (อังกฤษ: iPhone 4S) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่ห้าของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 4 โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ในงาน Let's talk iPhone ณ สำนักงานใหญ่แอปเปิล เมืองคูเปอร์ทิโน่ เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก iPhone 4 ซึ่งภายนอกมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก โดยรุ่นนี้มีการแก้ไขปัญหาสัญญาณตกที่เกิดกับ ไอโฟน 4 ในส่วนของระบบประมวลผลได้เปลี่ยนไปใช้ชิพ Apple A5 แบบเดียวกับ ไอแพด 2 และมีการเพิ่มความจุในรุ่น 64GB เข้ามา




       ไอโฟน 5 (อังกฤษ: iPhone 5คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่หกของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 4เอส โดยมีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555 พร้อมกับ ไอพอดนาโน และไอพอดทัชรุ่นใหม่ 

แหล่งที่มา
http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%99(iPhone)/
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%99
http://www.it-guides.com/mobile-zone/iphone-ipod-ipad/382-iphone-3g-specification










วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทความที่ 1

เทคโนโลยี 3G


3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูปและอินเทอร์เน็ต 3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อ เนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง แล ะ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

    ก่อนที่จะเป็น 3G 

    G ย่อมาจาก Generation            1G - ระบบ Analog
                                                    2G - ระบบ Digital
                                                    3G - ระบบ Wireless




ยุค 1G เป็นยุคแรกของการพัฒนาระบบโทรศัพท์แบบเซลลูลาร์ การรับส่งสัญญาณใช้วิธีการมองดูเลตสัญญาณอนาล็อกเข้าช่องสื่อสารโดยใช้ การแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็ก ๆ ด้วยวิธีการนี้มีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนช่องสัญญาณ และการใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงติดขัดเรื่องการ ขยายจำนวนเลขหมาย และการขยายแถบความถี่ ประจวบกับระบบเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุกำหนดขนาดของเซล และความแรงของสัญญาณ เพื่อให้เข้าถึงสถานีเบสได้ ตัวเครื่องโทรศัพท์เซลลูลาร์ยังมีขนาดใหญ่ ใช้กำลังงานไฟฟ้ามาก ในภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอล และการเข้าช่องสัญญาณแบบแบ่งเวลา โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 1G จึงใช้เฉพาะในยุคแรกเท่านั้น

ยุค 2G เป็นยุคที่พัฒนาต่อมาโดยการเข้ารหัสสัญญาณเสียง โดยบีบอัดสัญญาณเสียงในรูปแบบดิจิตอล ให้มีขนาดจำนวนข้อมูลน้อยลงเหลือ เพียงประมาณ 9 กิโลบิตต่อวินาที ต่อช่องสัญญาณ การติดต่อจากสถานีลูก หรือตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีเบส ใช้วิธีการสองแบบคือ TDMA คือการแบ่งช่องเวลาออกเป็นช่องเล็ก ๆ และแบ่งกันใช้ ทำให้ใช้ช่องสัญญาณความถี่วิทยุได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมาก กับอีกแบบหนึ่งเป็นการแบ่ง การเข้าถึงตามการเข้ารหัส และการถอดรหัสโดยใส่แอดเดรสหมือน IP เราเรียกวิธีการนี้ว่า CDMA - Code Division Multiple Access ในยุค 2G จึงเป็นการรับส่งสัญญาณโทรศัพท์แบบดิจิตอลหมดแล้ว





ยุค 2.5G การสื่อสารไร้สายยุค 2.5G ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยี ในระดับ 2G แต่มีประสิทธิ - ภาพด้อยกว่ามาตรฐาน การสื่อสารไร้สายยุค 3G โดยเทคโนโลยียุค 2.5G สามารถให้บริการรับส่งข้อมูล แบบแพคเก็ตที่ความเร็วระดับ 20 – 40 Kbps ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีจีพีอาร์เอสนับเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในระดับ 2.5G



            3G หรือ Third Generation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 จุดเด่นที่สุดของ 3G นั้น เป็นเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการ Multimedia ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ มีประสิทธิภาพแบบมากยิ่งขึ้น เช่น การรับ-ส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ , การใช้บริการ Video/Call Conference , Download เพลง , ดู TV Streaming ต่างๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว .3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า




3G ในประเทศไทย
ย้อนกลับไปที่การสัมปทานคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์มือถือ เริ่มจากระบบ GSM ในยุคก่อน (โทรออก-รับสาย รับส่ง SMS) ก็จะมี AIS, DTAC, TAO (TA Orange ในสมัยนั้น) ต่อมาเป็นยุคของ GPRS จากนั้นต่อกันที่ยุคของ EDGE หรือเรียกเล่นๆว่า 2.5G และมีระบบ W-CDMA ถ้าใครยังจำกันได้ สมัยนั้นมีค่ายมือถือ Thai Mobile ด้วย และหากย้อนความกลับไปก่อนที่ TruemoveH จะเกิด ก็มี Hutch-CAT ให้บริการเครือข่าย CDMA บนความถี่แบบ 1x EV-DO
วันนี้(16 ตุลาคม 2555) เป็นวันที่ กสทช. ได้ทำการเปิด ประมูลใบอนุญาต 3G บนคลื่อนความถี่ 2.1 Hz 








แหล่งที่มา 

http://motfgds.mot.go.th/joomla1512/index.php?option=com_content&view=article&id=60&Itemid=76
http://www.chandra.ac.th/office/ict/project/3g%20technology/Content.php?node=1
http://www.mxphone.net/736-3g/
http://teen.mthai.com/variety/47631.html